A huge collection of 3400+ free website templates JAR theme com WP themes and more at the biggest community-driven free web design site
Home / ข่าวพระบาลี / โมลีโลกยาราม ยอดสำนักเรียนบาลีดีเด่นแห่งปี ๒๕๕๙
14095928_584510341720755_8542890403863857634_n

โมลีโลกยาราม ยอดสำนักเรียนบาลีดีเด่นแห่งปี ๒๕๕๙

ากจะพูดถึงสำนักเรียนบาลีดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ นี้ละก็ ทุกท่านคงยากที่จะปฏิเสธว่า สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม นั้นยอดเยี่ยมเหลือเกิน โดยเฉพาะผลงานในปีนี้ ที่สามารถคว้าอันดับ ๑ ของประเทศมาครองได้อย่างน่าภาคภูมิ ถือเป็นตัวแทนของสำนักเรียนบาลีส่วนกลางสำนักเรียนแรกที่คว้าอันดับหนึ่งของประเทศ หลังจากปล่อยให้สำนักเรียนในส่วนภูมิภาค ทั้งวัดพระธรรมกาย วัดจองคำ วัดตากฟ้าและวัดโสธรวราราม ผลัดกันครองตำแหน่งที่ ๑ กันมายาวนานกว่า ๑๒ ปี

 

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทุกท่านต้องทราบร่วมกันก่อนว่า ที่เราจัดอันดับนั้นจัดจากจำนวนผู้สอบผ่านเท่านั้น ไม่ได้จัดจากสัดส่วนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากจำนวนส่งสอบและจำนวนสอบผ่าน เพราะหากกล่าวโดยวัดเป็นเปอร์เซ็นต์จากสัดส่วนจำนวนส่งสอบและจำนวนผู้สอบผ่านแล้ว วัดโมลีถือว่าครองอันดับหนึ่งมาทุกยุคทุกสมัยนับแต่สมัยของหลวงพ่อพระพรหมกวี อดีตเจ้าอาวาสผู้ฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีของวัดเป็นต้นมา และหากมีผู้ถามว่า ทำไมสำนักเรียนวัดโมลีฯจึงไม่ส่งสอบนักเรียนทั้งหมด ก็ต้องขอตอบแทนทางวัดตรงนี้เลยว่า ทางสำนักเรียนวัดโมลีฯจะส่งสอบเฉพาะผู้ที่มีความสามารถพอที่จะสอบได้เท่านั้น ถ้าความสามารถไม่ถึงท่านก็ไม่ส่ง เพราะท่านถือว่า ส่งไปแม้นสอบได้ ก็จะไปมีปัญหาในประโยคเบื้องสูงขึ้นอยู่ดี เพราะพื้นฐานไม่แน่น เดี๋ยวสอบไปก็พลอยตกอย่างเก่า สู้เอาพื้นฐานให้ดีเสียก่อนค่อยสอบดีกว่า ฉะนั้น จึงทำให้สำนักเรียนแห่งนี้มีผลจำนวนผู้สอบผ่านอยู่ในระดับอันดับ ๑ ของสำนักเรียนส่วนกลางเท่านั้น
แต่หลังจากพระเทพปริยัติโมลี เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเป็นต้นมา การศึกษาภาษาบาลีของสำนักเรียนแห่งนี้ ถือว่า เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งจำนวนผู้สอบผ่าน ทั้งอาคารสถานที่ ทั้งรูปแบบการเรียนการสอน จนมาถึงปีนี้ ที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ สมกับเป็นสำนักที่เหล่านักเรียนบาลีในยุคปัจจุบัน ขนาดนามว่า ตักกศิลาบาลี วันนี้ เรามาทำความรู้จักสำนักเรียนบาลีแห่งนี้กันน่ะครับ

อย่าถามว่าเรียนบาลีไปเพื่ออะไร แต่จงถามว่าเป็นภิกษุสามเณรได้เพราะภาษาอะไร วาทะท่านเจ้าคุณสุทัศน์ วัดโมลีโลกฯ

สำนักเรียนวัดโมลีโลกยารามนั้น ตั้งอยู่ที่ฝั่งธน ขวาติดริมคลองบางกอกใหญ่ ซ้ายติดพระราชวังเดิมกรุงธนบุรี หลังติดกองทัพเรือ หากท่านที่ยังไม่เคยไปเยี่ยมทัศนา คงจะนึกภาพไม่ออก แต่ผู้เขียนอยากให้ท่านนึกถึงภาพวัดโบราณในสมัยอยุธยา มีต้นไม้มีป่า(เหมือนวัดราชบดินทร์ ในละครยอดฮิตเรื่อง พิศวาส 5555 กำลังอิน) เหมือนวัดกลางทุ่งตามบ้านเรา นั้นแหละครับและเมื่อพิจารณาข้อมูลด้านต่างๆของวัดโมลีโลกยารามแล้ว อารามหลวงแห่งการศึกษาแห่งนี้ มีลักษณะที่พอจำแนกตามหลักการบริหารได้ดังนี้ ครับ.

จุดด้อย

  • ทำเลที่ตั้ง.
  • อาคารที่พัก.
  • ทุนทรัพย์.

จุดเด่น

  • คน.

 

๑. ทำเลที่ตั้ง

…สำหรับทำเลที่ตั้งของวัดนี้ นับว่าด้อยกว่าวัดอื่นๆที่เป็นสำหรับอยู่มากโขmolicon ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทางเข้าออก และการบิณฑบาตรขบฉัน เพราะมีทำเลตั้งอยู่ในมุมอับของเส้นทางสายการบิณฑบาตร พระภิกษุสามเณรสำนักเรียนนี้กว่าจะเดินทางไปถึงสถานที่ที่โยมใส่บาตรนับว่าไกลมาก ทั้งยังถูกโอบล้อมจากวัดใหญ่ๆอีกหลายวัด กว่าจะถึงบ้านโยมนี้ต้องเดินผ่านวัดอื่นเขาทุกเส้นสายการบิณฑ์เลย ทั้งวัดหงษ์ วัดอรุณ วัดกัลยาณ์ วัดใหม่พิเรนทร์ วัดสังข์กระจาย วัดบุปผารามและวัดประยูร เป็นต้น(ขอใช้คำว่าเป็นต้นเพราะเยอะกว่านี้มาก) เรียกว่า สายการบิณฑ์ทุกสายที่วัดโมลีต้องไปนั้นมีเจ้าถิ่นประจำกันทั้งนั้น แม้นในช่วงหลังมานี้ จะมีศรัทธาสาธุชนมาถวายภัตตาหารเพลกันบ้างแต่ก็ยังนับว่า ช่วงเช้ายังอัตคัดอยู่พอดู!

๒. อาคารที่พัก

…สำหรับเรื่องสถานที่โดยเฉพาะอาคารที่พักนั้น วัดโมลีฯแม้นจะพยายามซอยห้องแบ่งเป็นล๊อคเป็นตอนทุกอาคารแล้วก็ตาม ก็ยังคับแคบไปสำหรับจำนวนพระภิกษุสามเณรที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องอาคารที่พักนั้น นับว่าน่าเห็นใจอยู่มาก เพราะวัดโมลีนั้นเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา จะปรับปรุงสร้างอาคารเพิ่มเติมส่วนใดใดก็ยาก ด้วยเป็นโบราณสถานที่กรมศิลป์ดูแลอยู่ จะขยายพื้นที่ออกไปก็ไม่ได้อีกเพราะติดกับแม่น้ำ วังและกองทัพเรือ ส่วนพื้นที่ของวัดที่มีเหลืออยู่นั้น ก็มีชาวบ้านอาศัยกันมาตั้งแต่นมนาน ครั้นจะให้ย้ายจากกันไปก็ติดที่น้ำใจชุมชนที่อยู่กันมาแต่รุ่นปู่รุ่นย่า อุปัฏฐากอุปถัมภ์วัดเรื่อยมาตลอด หากให้ย้ายไปก็จะเป็นการแล้งน้ำใจคนกันเองทั้งนั้นอีก หรือหากแม้นชาวบ้านพร้อมย้ายออกให้ ด้วยสถานะความเป็นวัดยากจนที่ไม่มีปัจจัยทุนทรัพย์เหมือนวัดอื่นก็คงไม่มีปัจจัยพอจะให้ค่าขนย้ายอีก จึงทำให้วัดโมลีอยู่ในสถานะที่แม้อยากจะขยายก็ขยายไม่ได้ ไม่ว่าจะมีทรัพย์หรือไม่มีทรัพย์
โดยหากท่านใดได้เห็นภาพถ่ายวัดโมลีฯในสมัยที่หลวงพ่อพระพรหมกวี อดีตสมภารที่ย้ายจากวัดมหาธาตุ ฝั่งพระนคร เพื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดโมลีใหม่ๆ จะเห็นว่า วัดโมลีนั้น ไม่ต่างอะไรจากวัดร้างเลย อาคารที่มีอยู่ก็สักแต่พอคุ้มลมคุ้มฝนเท่านั้น ทั้งพร้อมจะผุผังได้ทุกเมื่อ กว่าจะมีอาคารอย่างทุกวันนี้ได้ นับว่า เจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสทุกรูปต้องทุ่มแรงกายแรงใจระดมสติปัญญาช่วยกันคิดอ่านไปมากทีเดียว

๓. ทุนทรัพย์

…สำหรับข้อด้อยด้านที่ ๓ นั้น คือ เรื่องทุนทรัพย์ ที่จำเป็นต้องใช้จ่ายภายในวัดทั้งอุปกรณ์การเรียน ค่าน้ำค่าไฟ นิตยภัตรครูสอน ค่ารักษาพยาบาล และจิปาถะอื่นๆอีกเยอะแยะ เรียกว่า เป็นวัดที่ไม่มีรายได้จากส่วนใดเลย นอกจากค่าเช่าที่ดินจากชาวบ้านไม่กี่ครัวเรือนและลานจอดรถเพียงไม่กี่สิบคัน ที่เหลือจากนั้นเป็นภาระหลักของเจ้าอาวาสทั้งหมดที่ต้องหามาใช้จ่าย ใครเป็นสมภารวัดนี้ จึงหนักกว่าสมภารวัดอื่นที่เป็นสำนักเรียนใหญ่ๆด้วยกันทั้งหมด ฉะนั้น ค่าใช้จ่ายและงานสิ่งหลายสิ่งอย่างในวัดนี้แทบทุกอย่าง จึงเป็นภาระใหญ่ของเจ้าอาวาสมาทุกองค์ ฉะนั้น เราจะสังเกตุได้ว่า หากมีงานใดก็ตามที่พระภิกษุสามเณรพอจะลงมือทำเองได้ สมภารวัดนี้ก็จะนำคณาจารย์นำพระภิกษุสามเณรมาลงไม้ลงมือทำเองด้วยกันอยู่แทบทุกครั้งไป ทั้งขุดดิน ขนทราย ก่อสร้าง จัดสถานที่งานต่างๆ เรียกว่า ทำเองทั้งหมด ไม่มีออแกร์ไนซ์เซอร์
แต่ทั้งสามข้อด้อยนี้ กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ให้ทุกท่านที่อยู่ที่นี้ ประสบความสำเร็จไปแทบทุกราย เพราะใครจะเรียนจะอยู่ที่นี้ อย่างแรกที่ต้องมีเลยคือ ความอดทน ถ้าทนได้มันสำเร็จทั้งนั้น ฉะนั้น ข้อด้อยเหล่านี้ แม้นจะเป็นปัญหาสำคัญอยู่บ้างในมุมการบริหาร แต่ก็ถูกก้าวข้ามไปได้ด้วยคุณภาพของคน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นด้านเดียวที่ทำให้วัดยากจนแห่งนี้ กลายมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศได้ ต่อไปเรามาดูกันน่ะครับ คุณภาพของคน ที่นำพาวัดโมลีประสบความสำเร็จอย่างวันนี้นั้น มีคนหรือใครแบบไหนกันบ้าง

จุดเด่น

๑. เจ้าสำนักเรียน

หรือที่เราเราเรียกกันว่าเจ้าอาวาสนั้นเอง ในส่วนของเจ้าสำนักเรียนนั้น วัดโมลีนับว่า มีสมภารดีและเก่งมาตั้งแต่อดีต โดยที่มีชื่อด้านการศึกษาด้านภาษาบาลีมากที่สุดองค์หนึ่ง ก็เห็นจะเป็นพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) อดีตสมภาร ในสมัยรัชกาลที่สาม ซึ่งเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรเหล่าพระโอรสธิดาของเจ้าฟ้าหลายพระองค์ในครั้งกระนู้นและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาบาลีเป็นที่โจษจันมาก ถึงกับมีบันทึกเล่าขานเป็นตำนานเกี่ยวกับความฉะฉานด้านภาษาบาลีที่ไม่รองผู้ใดในรัตนโกสินทร์สมัยนั้นว่า มีความเห็นการแปลบาลีไม่เหมือนกันกับพระวชิรญาณ (ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔) ในคราวพระมหาผ่องเข้าวังเพื่อสอบแปล โดยในภายหลัง ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ สถาปนาท่านเป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แลให้ย้ายไปครองวัดมหาธาตุ(ติดตามรายละเอียดได้ที่ลิ้งนี้ http://www.watprayoon.com/main.php?url=about&code=w5)
และยุคต่อมา เจ้าสำนักเรียนที่โดดเด่นก็คือ พระพรหมกวี อดีตสมภารผู้ย้ายจากวัดมหาธาตุเข้ามาฟื้นฟูการศึกษาบาลีขึ้นใหม่ หลังจากร้างไปหลายยุคสมัย โดยในยุคของพระพรหมกวีนั้น ได้นำคณาจารย์ผู้เป็นลูกศิษย์ลูกหาในคณะแปดวัดมหาธาตุข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาทั้งคณะ และเมื่อมาอยู่ที่วัดโมลีก็ได้เริ่มฟื้นฟูการศึกษา โดยยึดแบบหลักของวัดมหาธาตุ ส่งสอบในนามวัดมหาธาตุ จนต่อมา จึงแยกมาสอบในนามสำนักเรียนบาลีโดยตรง ในสมัยหลวงพ่อพระพรหมกวีนั้น ถือว่า เป็นยุคทองของวัดโมลียุคหนึ่ง หลวงพ่อท่านถือเป็นผู้รากฐานให้วัดโมลีมาจวบจนปัจจุบัน โดยแนวการบริหารที่เน้นว่า

เจ้าอาวาส ต้องรู้จักนักเรียนทุกคนในวัด ไม่ว่านักเรียนจะมีกี่ร้อยต้องรู้จักหมดว่าเขาเป็นยังไง

เรื่องนี้ สังเกตได้จากสมัยของหลวงพ่อท่านนั้น ท่านจะสอบถามเรื่องราวของนักเรียนทุกคนทั้งจากเจ้าคณะผู้ดูแล และจากครูสอนเสมอ นักเรียนคนไหนขาดเกินสามวันนี้ ท่านเรียกแล้ว คนไหนที่ท่านเรียกนี้ ขาสั่นตั้งแต่ได้รับคำสั่ง เพราะท่านจะเข้มในเรื่องการเรียนมาก บางครั้งไม่เรียกเฉพาะตัวนักเรียน ท่านเรียกเจ้าคณะปกครองที่นักเรียนคนนั้นสังกัดไปด้วย เรียกว่า ร้อนกันทั้งคณะ และอุบายการสอนของท่านที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งนั้น คือ ท่านมักจะให้เณรแต่งกลอนและเรียกไปอ่านหนังสือให้ท่านฟัง เป็นสามก๊กบ้างmolikru3molikru2 นิทานพื้นบ้านบ้าน บ้างทีก็ให้ไปท่องหนังสือให้ฟัง ซึ่งถือเป็นการฝึกฝนให้สามเณรหัดแต่งกลอนและอ่านหนังสือ โดยท่านจะมีรางวัลเป็นช๊อคโกแลคก้อนเล็กๆรูปสามเหลี่ยม ที่ท่านเล่าว่าท่านได้รับถวายมาจากในวังให้เป็นรางวัล ซึ่งถือเป็นของรางวัลที่พระเณรยุคนั้นชอบมาก เพราะหาฉันยาก.และนอกจากนี้ ในยุคของท่าน นอกจากจะต้องเรียนบาลีอย่างจริงๆจังๆแล้ว ท่านยังมีระเบียบปฏิบัติ คือ ให้อยู่กันแบบพี่แบบน้อง ให้รู้จักกันหมดทุกห้องทุกคณะ มีงานวัดงานกิจกรรมใด ทุกคนจะลงมาช่วยกันหมดทั้งพระทั้งเณรทั้งเจ้าคุณทั้งพระครู เรียกว่าพอเรียกระดมปุบไม่มีใครจะไม่มา และมีข้อห้ามเด็ดขาด อีกเรื่องหนึ่ง คือ ห้ามเรียนทางโลก ถ้าจะเรียนโลก ท่านไม่อนุญาตเด็ดขาด เพราะท่านมักจะมีวลีเด็ดที่มาสอนกลุ่มที่ขอไปเรียนทางโลกเสมอว่า กินข้าวของชาวบ้านเขา แล้วไปเรียนแบบอย่างเดียวกับเขา แล้วจะให้เขามาอุปถัมภ์ค้ำชูได้อย่างไร ทำให้สำนักเรียนนี้ ยังยึดแนวปฏิบัติของพระพรหมกวีผู้เป็นบูรพาจารย์แต่เดิมเรื่อยมา เพิ่งมาผ่อนปรนให้เรียน กศน ได้บ้าง ก็ในช่วงสามสี่ปีหลัง ที่ พระเทพปริยัติโมลี เป็นสมภารองค์ปัจจุบันนี้เอง แต่การศึกษาหลักโดยเนื้อแท้แล้วก็ยังคงเป็นภาษาบาลีอยู่เช่นเดิม ซึ่งจากแนวการปฏิบัติของหลวงพ่อในหลายๆเรื่องที่กล่าวมานี้เอง กลายมาเป็นแนวการปฏิบัติของเจ้าสำนักเรียนคนปัจจุบัน คือ พระเทพปริยัติโมลี ซึ่งพระเทพปริยัติโมลี นั้น ต้องยอมรับว่า ถอดแบบมาจาก พระพรหมกวี ทุกระเบียดนิ้ว ทั้งความรู้ ความสามารถแลความเขี้ยวกับนักเรียนนักศึกษา อาจจะเรียกได้ว่า เขี้ยวกว่าพระพรหมกวี เสียอีก เพราะท่านทั้งบริหารเองด้วย ทั้งสอนเองด้วย ใครเรียนในชั้นที่ท่านสอนนี้ แม้แต่ประโยคแปดประโยคเก้า ถ้าไม่สตรองนี้เป็นน้ำตาร่วง เพราะท่านจี้และดุจริงๆ
และลักษณะเด่นของพระเดชพระคุณอีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่ว่าวันนั้นจะมีงานคณะสงฆ์ยังไง เมื่อท่านกลับมา ท่านก็จะมาสอนหนังสือเสมอ โดยเฉพาะในรายวิชาที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานของแต่ละชั้นประโยค

molo1
ท่านจะสอนเอง เช่น สัมพันธ์ ประโยค ๓ หรือ แต่งไทย ประโยค ๙ แม้กระทั่งไวยากรณ์ ท่านก็มักจะลงไปรับส่งสูตรไปสอนด้วยตัวท่านเองเสมอ ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้นักเรียนในห้องท่าน ต้องค้นคว้าและเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอไม่งั้นละก็ หึหึ จำเข้ากระดูกดำเลยแหละ ซึ่งข้อดีของการที่เจ้าสำนักเรียนลงไปสอนเองคือ ท่านรู้จักนักเรียน และรู้จักครูว่าสอนเป็นหรือสอนไม่เป็น คนไหนสอนไม่เป็นท่านแนะนำ แนะนำแล้วไม่ผ่านท่านก็ปรับไปสอนชั้นใหม่ ในด้านของนักเรียน คนไหนท่าทางจะเรียนไม่ไหวหรือไม่เข้าใจท่านจะเอามาสอนด้วยตัวท่านเอง การที่เจ้าสำนักเรียนที่ลงไปรับรู้ข้อมูลด้วยตัวท่านเองแบบนี้หายากมาก คุณสมบัติของเจ้าสำนักเรียนแบบนี้เอง ทำให้คณาจารย์ภายในวัด ต้องแอคทีฟตนเองเพื่อที่จะค้นคว้าข้อมูลเตรียมการสอนนักเรียนอยู่ตลอดเวลา (ไม่เตรียมก็ตายล่ะครับ เจ้าสำนักลงมาดูเองซ่ะขนาดนี้)
(แอบกระซิบนิดหนึ่งน่ะครับว่า สำนักเรียนใดที่เจ้าสำนักเรียนหรืออาจารย์ใหญ่ไม่ลงไปสอนเอง เกินกว่าครึ่ง ถูกหลอกจากรายงานสวยหรูของครูและนักเรียนทั้งนั้นครับ แอดมินขอถวายคำแนะนำว่า ลองไปสอนดู แล้วจะรู้ว่า ไอ้ที่เขารายงานเรามันจริงอย่างเขาว่า หรือไม่).

 

๒. ครูผู้สอน

ครูสอนบาลีในวัดโมลีในทุกวันนี้ถือได้ว่า เป็นเจเนอเรชั่นที่สองเป็นหลัก โดยเป็นครูอาจารย์ที่จบประโยคเก้าภายในวัดโมลีที่เติบโตมาจากการพร่ำสอนของคณะครูซึ่งเป็นอนุจรพระพรหมกวีที่ย้ายมาจากวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นแรก อาทิพระมหาประกอบ พระมหามหาศาล (ถ้าจำผิดก็กราบขออภัยน่ะครับ เพราะนับแต่วันที่ไปส่งท่านเจ้าคุณพรหมกวีก็นับได้เกือบ ๒๐ ปีแล้ว)ซึ่งตอนนี้เจเนอเรชั่นแรกก็แยกย้ายไปเป็นเจ้าคณะปกครองตามที่ต่างๆ ทั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดบ้าง เจ้าคณะอำเภอบ้าง ฯลฯ

. ฉะนั้น ครูอาจารย์ในตอนนี้ จึงถือเป็นยุคที่สองและที่สาม ที่ไม่ได้มาจากวัดมหาธาตุ เป็นเลือดใหม่ที่สำนักเรียนวัดโมลีปั้นขึ้นมาเป็นครูสอนรุ่นน้อง ซึ่งคณาจารย์ของวัดนี้ถือได้ว่ามีคุณภาพคับแก้วเป็นที่ยอมรับของทุกสำนักเรียน รู้ลึกรู้จริงมีหลักฐานอ้างอิงไปถึงชั้นคัมภีร์ได้ หลายรูปได้รับนิมนต์ไปสอนช่วยสำนักเรียนบาลีอื่นที่อยู่ในเขตใกล้เคียงกันแทบทั้งนั้น และทุกรูปที่เป็นครูสอนจะแบบฉบับเดียวกัน คือ “ทุกคนรู้จักนักเรียน”และสำหรับนักเรียนของวัดโมลีนั้น นับเป็นวัตถุดิบที่เหมือนกับทุกสำนักเรียนนั้นแหละครับ ไม่ได้อัจฉริยะหรือหัวดีกว่าสำนักอื่นๆแต่อย่างได้ เป็นลูกชาวบ้านตามต่างจังหวัดเหมือนๆกัน เพียงแต่ได้รับการเจียรไนที่ดี ได้รับการฝึกที่ดี ทั้งจากครูอาจารย์ ทั้งจากเจ้าสำนักเรียน ทั้งจากอิทธิพลของสภาพความเป็นอยู่ ทำให้ทุกรูปที่สามารถผ่านเวทีของวัดโมลีไปได้นั้น กลายเป็นเพชรพลอยประดับวงการบาลีที่ได้รับการยอมรับอยู่เสมอมา
…….ด้วยคุณภาพของคน ที่แอดมินได้กล่าวมาทั้งในส่วนเจ้าสำนักเรียน,คณาจารย์ผู้สอนและนักเรียนนี้เองนี้แหละครับ ทำให้สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ก้าวข้ามข้อจัดกัดและอุปสรรคที่มี ขึ้นครองแชมป์อันดับหนึ่งของประเทศอย่างไร้ข้อกังขา

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณภาพทั้งหมดจาก

facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=100004853831892&fref=ts
facebook : https://www.facebook.com/WATPAKNAM.BKK/photos

About admin

Check Also

11351145_839917506124234_8721154756162195926_n

กองตรวจบาลี ปราการด่านสุดท้าย ก่อนประกาศผลสอบได้บาลีสนามหลวง

ในตอนนี้ เวลาก็ …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *