A huge collection of 3400+ free website templates JAR theme com WP themes and more at the biggest community-driven free web design site
Home / ข่าวพระบาลี / วิกฤตแห่งบาลี เรื่องน่าวิตกนี้เกิดขึ้นจริงอย่างที่เขาว่าหรือไม่

วิกฤตแห่งบาลี เรื่องน่าวิตกนี้เกิดขึ้นจริงอย่างที่เขาว่าหรือไม่

ขณะที่ประชากรไทย เพิ่มจำนวนทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ โรงเรียนฆราวาสญาติโยมแผ่ขยายโอกาสทางการศึกษาไปทั่วทุกแห่งหน  โรงเรียนขนาดใหญ่ในตัวเมืองหลักมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น จนต้องขยายห้องเรียนมากขึ้นทุกๆปี แต่ตรงกันข้ามกับจำนวนพระภิกษุสามเณรที่นับวันจะลดน้อยถอยลงจนหน้าตกใจ   ด้วยจำนวนพระเณรที่ลดลงอย่างมากนี้เอง ทำให้หลายสำนักเรียนทั้งสายบาลีและสายสามัญได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางสำนักถึงกับต้องปิดตัวลงอย่างน่าเสียดาย มิน่ำซ้ำ พระเณรที่เหลือ เกินกว่าครึ่งไม่ใคร่จะพิสมัยการเรียนบาลีเท่าไหร่นัก เน้นไปเรียนทางโลกกันมากต่อมาก ทำให้จำนวนนักเรียนบาลี ที่เรียนบาลีจริงๆ ถือว่ามีจำนวนน้อยหากเทียบกับจำนวนพระภิกษุสามเณรที่มีอยู่ทั้งหมด และที่เห็นจำนวนเข้าสอบเยอะๆนั่น ท่านทั้งหลายอย่าได้หลงดีใจไปน่ะขอรับ เพราะจำนวนที่เห็นเยอะนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นนักสอบที่ไม่ได้เรียนบาลีมาอย่างจริงจังนัก

แต่จะว่าไปกระแสความนิยมเรียนบาลีที่ลดลง แล้วหันไปเรียนวิชาการทางโลกนั้น หากว่ากันตามตรง  หาใช่ว่า จะเพิ่งลดลงและเพิ่งเกิดมีภายในสิบ ยี่สิบปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น แท้ที่จริง จะเห็นว่า ความนิยมเรียนบาลีเริ่มเสื่อมถอยลง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 แล้ว ซึ่งในยุคนั้น ถามว่า ภายในคณะสงฆ์เอง มีการแก้ไขปัญหานี้ อย่างไร ได้จัดให้มีการเรียนวิชาการทางโลกในระดับมัธยม ควบคู่ไปกับบาลีหรือไม่  ก็ตอบได้เลยว่า มีแล้ว แต่ทางรัฐบาลเองยังมิได้ให้การรับรองเรื่องวุฒิการศึกษาแต่อย่างใด เมื่อจบมัธยมที่คณะสงฆ์จัดแล้ว สามารถไปต่อระดับอุดมศึกษาได้ก็แต่มหาลัยสงฆ์เท่านั้น หากอยากได้วุฒิมัธยมไปต่อมหาลัยอื่นที่ไม่ใช่มหาลัยสงฆ์หรืออยากได้วุฒิมัธยมไปใช้สมัครงานภายนอก ก็ต้องไปสอบเทียบโอนกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับประกาศนียบัตรในชั้นมัธยมนั้นๆเอง คณะสงฆ์ยังไม่สามารถออกวุฒิให้ได้

junในระหว่าง พ.ศ.2500 – 2513 นี้ พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งดูแลการศึกษา แม้นจะได้พยายามปรับปรุงหลักสูตรบาลีมัธยมหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถทานกระแสแห่ไปเรียนวิชาการทางโลกของพระภิกษุสามเณรในยุคนั้นได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักสูตรแต่อย่างใด แต่ปัญหาอยู่ที่คณะสงฆ์เรายังออกวุฒิมัธยมเองไม่ได้ และที่สร้างความวิตกกังวลมากที่สุดก็คือว่า พระภิกษุสามเณรในสมัยนั้น นอกจากจะลดความนิยมด้านการเรียนนักธรรมบาลีลงแล้ว ยังไปลงชื่อเป็นนักเรียนในโรงเรียนของรัฐ ไปเรียนร่วมกับโยมบ้าง ไปลงชื่อเรียนศึกษาผู้ใหญ่บ้าง คือ แทนที่จะเรียนมัธยมที่คณะสงฆ์จัดให้ กลับไม่เรียน เพราะเรียนแล้วก็ต้องมาสอบเทียบวุฒิกับกระทรวงศึกษาอีก จึงไปสมัครเรียนกับโรงเรียนข้างนอกเสียเลย โดยเฉพาะโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ที่มีนักเรียนพระเณรล้นห้อง เหตุการณ์พระเณรไหลออกไปเรียนข้างนอกนี้เอง จึงทำให้สมเด็จอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) และกรมการศาสนา กระทรงศึกษาธิการ ได้จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาขึ้นสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยมีสิทธิ์และศักดิ์เหมือนดังเช่น โรงเรียนในสังกัดกระทรวงทุกประการ ในวันที่ 20 กรกฏาคม 2514

การศึกษาทางโลกเจริญก้าวหน้ามากขึ้นตามความเปลี่ยนแปลงของโลก   การศึกษาพระปริยัติธรรมก็จำเป็นต้องอนุวัตรไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลกบ้าง จึงเห็นสมควรที่จะมีหลักสูตรในการเรียนพระปริยัติธรรมเพิ่มขึ้นอีกแผนกหนึ่งคือหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ศึกษาได้มีโอกาสบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ได้ทั้งทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป . -สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี)

การตั้งสายสามัญในปีนี้ คงมาจากหลักที่ว่า ไหนๆก็ห้ามเรื่องแห่ไปเรียนทางโลกกับโรงเรียนนอกวัดไม่ได้แล้ว ก็เอาวิชาการทางโลกที่ข้างนอกเขาสอนเหล่านั้นมาไว้ในวัดซ่ะเลย เอามาดูแลเองซ่ะ ทีนี้ แม้นว่าจะพากันเรียนวิชาการทางโลกก็ยังคงเป็นเพศภาวะเป็นพระเณรอยู่ ยังอยู่ในวัดอยู่ วุฒิการศึกษาก็เหมือนกับโรงเรียนข้างนอก มีสิทธิ์และศักดิ์เท่ากัน   การแก้ไขในครั้งนี้ต้องถือว่า จัดการปัญหาเรื่องพระเณรไหลออกไปเรียนข้างนอกได้ชะงัด แต่ปัญหาที่ยังคงอยู่นั้นก็คือว่า บาลีนักธรรม มีคนเรียนน้อยเหมือนเดิม แม้จะให้สายสามัญนำวิชาบาลีเข้าไปเป็นหลักสูตรแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงกระพี้เปลือกเล็กๆ ยังไม่เพียงพอต่อการสอบบาลีสนามหลวงได้

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ความนิยมเรียนพระบาลีของพระภิกษุสามเณรส่วนหนึ่ง ได้ลดความนิยมลงตั้งแต่ 50 กว่าปีก่อนแล้ว และทางคณะสงฆ์ในยุคนั้น ก็ได้พยายามแก้  จนได้แยกระบบการศึกษาสงฆ์ออกเป็นสามแผนกชัดเจน ซึ่งมีผลดีด้วยกันถึงสามประการ คือ

  1. พระภิกษุสามเณรไม่ไหลสิกขาลาพรตไปเรียนโรงเรียนข้างนอกเพราะข้างในวัดมีอยู่แล้ว
  2. พระเณรที่ไม่ใคร่จะมีฉันทะด้านพระบาลีนัก ก็ยังได้มีโอกาสเรียนในพระศาสนาด้วยเพศบรรพชิต
  3. พระเณรเรียนแผนกใครแผนกมัน ทำให้ไม่หนักเกินไปสำหรับวัยมากนัก ส่วนท่านที่มีอัธยาศัยจะเรียนครบทั้งสามแผนกก็สามารถเรียนได้ตามประสงค์

ทำไมไม่ชอบเรียนบาลี

เราลองมาวิเคราะห์สาเหตุหลักๆกันดูน่ะครับว่า “ทำไมพระภิกษุสามเณรในยุคหลังมานี้ จึงไม่นิยมเรียนบาลีมากเช่นแต่กาลก่อน”
…..ซึ่งคำถามนี้ แอดมินขอประมวลคำตอบทั้งที่ได้วิเคราะห์เอง และได้รับฟังจากพระภิกษุสามเณรส่วนหนึ่งมาให้พิจารณากันน่ะครับว่า เป็นจริงดังที่เขาว่ามา หรือไม่

  1. ยาก
  2. เรียนแล้วไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
  3. ค่านิยมที่เปลี่ยนไป

 

 

 

ประเด็นที่ 1  บาลียากเกินไป …..

ประเด็นที่ 1 นั้น คือ บาลีมันยากเกินไป เกินกว่าที่พระเณรในยุคหลังนี้จะเรียนได้ ประเด็นนี้ แอดมินเองก็ไม่ปฏิเสธว่าบาลีนั้นยากจริงๆ ถึงกับเป็นยาขมของหลายท่านที่เรียนทีเดียว โดยเฉพาะเปรียญเอกอย่างประโยคแปดประโยคเก้า แต่หากถามว่า ยากแล้วมีคนเรียนได้หรือไม่ มีคนสอบผ่านหรือไม่ คำตอบนั้นก็คือว่า มีคนเรียนได้ สอบผ่านได้ ทั้งพระทั้งเณร และที่น่าคิดไปกว่านั้นก็คือว่า วิชาการที่คนทั้งหลายนิยมเรียนในโลกนี้ซึ่งยากกว่าภาษาบาลี มีมั้ย คำตอบก็คือ มีเหมือนกันครับ ซ้ำยังยากกว่าบาลีด้วย แต่ทำไมมีคนเรียนเยอะกว่าบาลีฉะนั้น ประเด็นความยากคงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้คนเบื่อบาลีแน่ๆ

ประเด็นที่ 2 เรียนแล้วไม่รู้จะเอาไปทำอะไร …..

ประเด็นนี้ ถึงแม้ว่า จะแรงไปบ้างแต่ก็เชื่อว่าในใจของหลายท่านคงเกิดคำถามนี้อยู่เป็นแน่ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า ในยุคสมัยปัจจุบัน วิชาบาลีเป็นสาขาวิชาที่ไม่ตอบโจทย์สังคมทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนเหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีกแล้ว เพราะสาขาวิชาชีพส่วนใหญ่เขาก็มีหลักวิชาการของพวกเขาเอง ทหารมีวิชาการของทหาร ครูมีวิชาการของครู บาลีจึงไม่อาจจะเข้าไปแทรก ไปมีบทบาทในสาขาวิชาชีพเหล่านั้นได้เหมือนในอดีต มิน๊ำซ้ำ ตลาดงานรองรับบรรดามหาลาพรตก็ไม่ได้เยอะมากมายดังเช่นแต่กาลเก่า

ยกตัวอย่าง หากสามเณรรูปหนึ่งอายุ 17 – 18 ปี เรียนจบประโยค 4 สิกขาลาพรตไปโดยไม่มีวุฒิทางโลกใดใดติดตัวไปด้วยเลย ถามว่าสามเณรท่านนี้ จะไปทำงานอะไร เพราะทุกวันนี้ ตลาดงานเขาก็รองรับวุฒิการศึกษาทางโลกที่สังคมเขารู้จักกันทั้งนั้น หาได้น้อยที่จะรู้จักวุฒิบาลี แม้นจะรู้จักก็ไม่รู้จะบรรจุให้เข้าทำงานในตำแหน่งสาขาใด เพราะความรู้บาลี มันไม่ตรงกับหน้าที่การงานที่เขาต้องการให้ทำ ฉะนั้น แล้วประเด็นนี้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พระภิกษุสามเณรละทิ้งภาษาบาลีไปมิใช่น้อย

แต่หากจะโทษว่า เป็นเพราะบาลีไม่ดีเลยไม่มีที่ไหนรับทำงาน เลยหางานทำไม่ได้นั้น ก็ดูจะไม่เป็นธรรมสำหรับภาษาบาลีนัก เพราะหากบาลีพูดได้ก็คงจะบอกว่า ตัวฉันมีไว้รักษาพุทธพจน์ ไม่ได้มีไว้หางานอย่างอื่น เมื่อเอาฉันไปใช้ไม่ตรงกับคุณสมบัติที่ฉันมี แล้วจะมาโทษฉันได้อย่างไร เหมือนดังคนจะซักผ้า แทนที่จะใช้ผงซักฟอก กลับไปใช้สบู่ แล้วก็โทษว่า สบู่ไม่ดีเลย ใช้ซักผ้าก็ไม่สะอาด นี้นับว่าไม่ถูกนัก โดยเนื้อแท้ ไม่ใช่ว่าสบู่มันไม่ดี แต่เพราะเขาใช้มันไม่ถูกต้องกับคุณสมบัติที่มันทำได้ต่างหาก

สำหรับภาษาบาลีนั้น หากพิจารณาด้วยหลักเหตุผล โดยวางความชอบใจไม่ชอบใจลงก่อน  จะเห็นว่า การเรียนพระบาลีนั้น จริงๆแล้ว เราเรียนเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระพุทธพจน์ จุดประสงค์หลักคือตัวนี้นี้เอง และหากจะว่ากันจริงๆ วิชาบาลี ก็ไม่ใช่วิชาที่จะนำไปเพื่อใช้ในกิจการด้านอื่นๆนอกจากเรื่องรักษาพุทธพจน์ คุณจะมาเรียนบาลี แล้วจะไปสมัครตำรวจ มาเรียนบาลีแล้วจะไปสมัครเป็นวิศวกร มันจะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าของกิจการเขาจะรับคุณได้อย่างไร เพราะมันไม่ต้องตรงกับศาสตร์ที่เขาต้องการ

 

ประเด็นที่ 3 ค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนไป …..

ฉะนั้น คุณมหาทั้งหลายที่ลาพรตออกไป จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ถ้าคุณมีแต่วุฒิบาลีแล้วไม่มีวุฒิทางโลกทำไมบริษัทห้างร้านทั่วไปจึงไม่รับคุณ แต่กลับไปรับคนอื่นๆที่จบมาจากสายที่ตรงกว่า หรือมีสิทธิ์และศักดิ์ที่เขารู้จักมากกว่า

การเรียนบาลีที่แท้จริงแล้ว จึงควรเรียนด้วยศรัทธาเพื่อรักษาพุทธพจน์ อย่าไปเรียนด้วยโลภะอยากได้ประโยคโน้นประโยคนี้เพื่อนำไปใช้นอกเหนือเกินกว่าเพื่อตีความพุทธพจน์ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเรียนด้วยโลภะแล้ว เมื่อมันไม่สมกับความอยากที่ตั้งไว้ขึ้นมามันจะเกิดความท้อแท้และท้อถอย แต่หากเรียนด้วยศรัทธาแล้ว หากมันสอบไม่ได้ มันก็จะมีฉันทะที่ศรัทธาหนุนให้มีกำลังขึ้นมาใหม่ว่า เรายังเรียนรู้ไม่ดีพอ เราจะเรียนใหม่ให้ดีกว่าเดิม มันจะเป็นการเรียนเพื่อเป็นการพัฒนาตนให้พร้อมที่จะตีความพุทธพจน์จริงๆ ประเด็นที่สองนี้ แอดมินก็ให้คงไม่สรุปแต่อย่างใด คิดว่าท่านผู้อ่านคงมีคำตอบในใจกันแล้ว………………..

ควรจะแก้ไขอย่างไร พระภิกษุสามเณรจึงจะกลับมาเรียนบาลีอีกครั้ง …..

…………สำหรับคำถามนี้ แอดมินเอง คงไม่มีไอเดียอะไรมากนัก นอกจากปรารถนาให้แต่ละสำนักเรียนที่จัดการศึกษาในแต่ละแผนกอยู่ มุ่งเน้นพัฒนาให้นักเรียนภายในสำนักของตนเป็นเลิศเฉพาะในแผนกนั้นๆ จนคนเกิดค่านิยมทางการศึกษาเช่นว่า อยากเรียนบาลีให้ไปวัดโมลีโลกฯ อยากเรียนทางโลก ให้ไปวัดศรีนวล ขอนแก่น คือจัดให้เด่นด้านใดด้านหนึ่งไปเลย อย่าไปจับเอามาจัดพร้อมกันหลายด้านหลายแผนก เพราะคนที่หนักที่สุดคือนักเรียน เมื่อเรียนไม่ไหวเด็กเหล่านี้ก็คงหายจากเราไป สุดท้ายเราจะไม่มีใครมาเรียนในวัดเลย อย่าลืมน่ะครับว่า โอกาสทางการศึกษาของสังคมภายนอกเขาขยายขึ้นเรื่อยๆทุกวัน
และอยากฝากถึงบางสำนักเรียนที่จัดการศึกษาอัดเต็มทั้งสามแผนกคือสามัญก็เต็มหลักสูตร บาลีก็เต็มหลักสูตร นักธรรมก็เต็มหลักสูตร ลดมาเลือกจัดเอาแผนกใหญ่ๆสักแผนกเพียงอย่างเดียว จะเอาทางโลกก็เน้นสำคัญไปเฉพาะทางโลก จะเอาบาลีก็เน้นสำคัญไปเฉพาะบาลี ไม่ใช่จับไปหมดเสียทุกด้าน เพราะเท่าที่แอดมินเคยไปศึกษาดูงานมา แล้วก็ตกใจกับภาพที่เห็นอยู่ไม่น้อยเลยว่า บางสำนักเรียนเรียนหนักมาก เช้าเรียนบาลีแบบสนามหลวง บ่ายเรียนสามัญแบบกระทรวงศึกษา เย็นเรียนนักธรรม เรียกว่าเรียนกันตั้งแต่สองโมงเช้า ยันสามทุ่ม ครูในแต่ละแผนกก็สั่งงานสั่งการบ้านกันทุกวัน บาลีก็ให้ไปแปลมา มัธยมก็ให้ใบงานให้ทำการบ้านมา นักธรรมก็ให้ท่องสูตรส่งมา นี้ยังไม่รวมกิจกรรมทำวัตรสวดมนต์ภายในวัดอีก ซึ่งหากเป็นยุคก่อนที่วัตถุดิบอันได้แก่สามเณรเราเยอะและมีคุณภาพดุจเพชร ที่มารอให้เราคอยเจียรไน การเรียนหนักแบบนั้นก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ในปัจจุบัน สามเณรที่เข้ามาบวชส่วนใหญ่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นอย่างไร

ฉะนั้น หากเราแยกสายการศึกษา จัดเพียงสายใดสายหนึ่ง หรือสองสายเอาให้ดีกว่าชาวบ้านเขา รับรองได้แน่ว่า เดี๋ยวเขาก็แห่มาเรียนเองแหละ วัดไหนเก่งวิชาการทางโลก ก็จัดไป เก่งบาลีก็จัดเฉพาะบาลีไป ให้ผู้เรียนที่เป็นพระเณรได้มีโอกาสเลือกในสิ่งที่เขาสามารถเรียนได้เรียนไหว ดีกว่ายัดไปเต็มสูตรครบทั้งสามอัตรา และสำหรับคำถามที่ว่า…ควรจะแก้ไขอย่างไร พระภิกษุสามเณรจึงจะกลับมาเรียนบาลีอีกครั้ง แอดมินขอทิ้งเป็นคำถามปลายเปิดให้นักเรียนบาลีและสายสามัญที่มีไอเดียดีดีมาแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ร่วมกันน่ะครับ ไม่แน่ว่าหนึ่งในไอเดียของท่าน อาจจะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใหญ่กำลังรออยู่ก็ได้

ปล.อีกบทความหนึ่งที่น่าอ่านและน่าคิดเกี่ยวกับปัญหาภาษาบาลี แอดมินอยากให้ทุกท่านได้อ่านบทความของอาจารย์พระมหานรินทร์ นรินฺโท ที่เคยเขียนไว้ในเว็บอะลิ้ตเติ้ลบุดดา มาให้พิจารณากันครับ วิกฤตภาษาบาลี

 

 

ขอบคุณภาพจากเว็บเหล่านี้
…..ภาพที่ 1 จากเว็บ http://1.bp.blogspot.com
…..ภาพที่ 2 จากเว็บ http://www.krungshing.com/forum/showthread.php?t=6258
…..ภาพที่ 3 จากเว็บ http://m.pantip.com/topic/33961119
…..ภาพที่ 4 จากเว็บ http://m.pantip.com/topic/33961119
…..ภาพที่ 5 จากเว็บ http://m.pantip.com/topic/33961119

About admin

Check Also

12705752_921599117947784_6728362975754654062_n

โมลี…นำลิ่วผลสอบบาลีรอบแรก ซิวไปสำนักเดียวถึง 157

หลัง จากที่สำนั …

4 comments

  1. ขอบคุณครับได้เห็นมุมมองทางการศึกษากว้างๆ จากบทความนี้ครับ

  2. ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มีวิชาทางโลกมากมาย แต่วิชาทางพุทธศาสนา มีผู้สมัครเรียนน้อยมากๆครับไม่เชื่อไปดูเถอะครับ

  3. พระศักดิ์สิทธิ์ สุขวฑฺฒโก

    ผมพึ่งจะสอบเสร็จไป พึ่งเริ่มครับ สำหรับ การทรงไว้ซึ่งพระพุทธพจน์ อายุจะสามสิบแล้ว แต่คิดว่าคงไม่สาย ตามที่ท่านแอดมินได้เขียนไว้ ผมเห็นด้วยและเห็นใจกับการศึกษาที่ถดถอยลงไปอย่างยิ่ง ซึ่งตัวผมเอง อยากให้แต่ละวัด มีสำนักเรียน มีญาติโยม ที่สนับสนุน ทุกวันนี้ แม้ตัวกระผมจะต้องเดินทางไปเรียน ต่าง วัด แต่ก็จะพยายามต่อไป และตอนนี้ ผมได้เพื่อนมาร่วมเรียนอีกคน รู้สึกปลื้มมากที่ได้แนะนำในพื้นฐานเบื้องกับพระท่านนี้ ยังไงก็ขอให้ ภิกษุ-สามเณร ทุกรูป ทุกประโยค จงตั้งใจดำรงค์ไว้ซึ่งพระพุทธพจน์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเราต่อไปนะครับ ท้อได้..แต่ห้ามทอย สู้ๆ ครับ

  4. บาลีต้องมุ่งมั่น. ตั้งใจจริง. ไม่ทิ้งความเพียร. ได้ครูดี. ตำราดี. เรียนเเล้วก็เกือบท้อ. เเต่เจอครูดี. ทำให้เรามีกำลังใจเรียนต่อ. อยากอ่านพระไตรปิฎกและคัมภีร์บาลีได้เเปลได้ด้วยตัวเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *